My lovely journalist (Yoosu) Part 15

posted on 02 Jan 2012 18:16 by freedom009  in My-lovely-journalist-yoosu
 
 

บ้านหลังเล็กสีขาว ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ระแนงสีฟ้าอ่อน ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ซึ่งทอดยาวไปตามถนนสายเล็กริมชายหาด กลมกลืนเสียจนผู้มาใหม่ไม่ทันสังเกต หากไม่เพราะคนนำทางพาเดินลัดเลาะผ่านสุมทุมพุุ่มไม้เข้ามาดั่งคนคุ้นเคยเส้นทางเป็นอย่างดี
 
 
 
บ้านชั้นเดียว ยกพื้นสูง ปลูกสร้างเรียบง่าย ดูไม่น่าสร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นได้ แต่...น่าแปลก...ที่ภาพดังกล่าวกลับเรียกสายตาชื่นชมจากนักข่าวหนุ่มได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็น หากยูชอนไม่ขัดขึ้นเสียก่อน ดูท่าว่าเจ้าตัวคงไม่ยอมหยุดรัวชัตเตอร์ง่ายๆ
 
 
 
"เอาข้าวของเข้าไปเก็บในบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวค่อยออกมาถ่ายใหม่"
 
 
 
 
"เอาของเข้าไปเก็บ?..."  ยูชอนสามารถดึงความสนใจจากคนข้างตัวได้สำเร็จ เมื่ออีกฝ่ายยอมละสายตาจากตัวบ้าน หันมามองเขาเหมือนไม่แน่ใจ  "หมายความว่า...เราจะพักกันที่นี่?" 
 
 
 
 
"ใช่  นายมีปัญหาอะไรรึเปล่า...หรือว่า...ไม่อยากอยู่ที่นี่" บางอย่างในน้ำเสียงของจุนซู อาจเป็นความประหลาดใจกึ่งไม่แน่ใจ ทำให้ยูชอนรู้สึกผิดหวังอยู่ลึกๆ  อดไม่ไหวจึงตัดสินใจถามออกมา
 
 
 
 
"ใครว่าล่ะ ผมว่าบ้านหลังนี้น่าอยู่ดีออก..." จุนซูปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม เขาดูลังเลเล็กน้อยตอนอ้อมแอ้มถามกลับไปว่า

 
 
 
 
"ว่าแต่...คุณจะอยู่ได้เหรอ..."
 
 
 
 
"โธ่เอ้ย..." ยูชอนอุทาน ถอนหายใจเฮือกด้วยความโล่งอกที่เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่คิด พอนึกขึ้นได้ จึงรีบปรับสีหน้าเป็นเรียบเฉย ถามเสียงขรึม  "อะไรทำให้นายคิดว่าฉันจะอยู่บ้านหลังนี้ไม่ได้ หรือว่าในสายตานาย...ฉันดูไฮโซ ทำตัวเป็นเจ้าชายขนาดนั้นเลยเหรอ"
 
 
 
 
"อืมม..." จุนซูครุ่นคิด พยายามทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาอย่างละเอียด ก่อนได้ข้อสรุปชัดเจน "ไม่นะ...นอกจากหน้าตากับบุคลิกภายนอกที่ดูเหมือนคุณชายแล้ว ตัวจริง...คุณไม่ได้เป็นแบบนั้นสักหน่อย" นั่นสิ...คุณชายที่ไหนจะยอมลงมือทำกับข้าวเอง แถมยังทำได้อร่อยสุดใจขาดดิ้นอีกต่างหาก หนำซ้ำยังยอมทำตัวเป็นบุรุษพยาบาลดูแลนักข่าวต๊อกต๋อยอย่างเขาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงด้วย อย่างตอนนี้ก็ใช่...เจ้าชายที่ไหนจะเดินหิ้วกระเป๋าพะรุงพะรังเป็นบ้าหอบฟางโดยไม่ปริปากบ่นสักคำแบบนี้...จุนซูแอบให้เหตุผลกับตัวเอง ก่อนเอ่ยคำขอโทษแก่อีกฝ่ายอย่างรู้สึกผิด
 
 
 
 
"เอาเป็นว่า...ผมขอโทษคุณด้วยแล้วกันถ้าสิ่งที่ผมพูดไปโดยไม่ทันคิดเมื่อครู่ทำให้คุณไม่พอใจ"
 
 
 
 
"ไม่เป็นไร...ฉันก็แค่สงสัยว่าทำไมนายถึงคิดว่าฉันเป็นคนแบบนั้นก็เท่านั้นเอง..." ยูชอนยักไหล่ บอกให้รู้ว่าไม่ถือสา "สรุปว่า...ต่อนี้ไป...ฉันคงไม่ใช่คุณชายไฮโซ เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ในสายตานายแล้วใช่ไหม"
 
 
 
 
"ก็...ตามนั้น" จุนซูตอบอุบอิบ ก้มหน้าดูก้อนหินดินทราย หลบสายตาที่มองมาอย่างคาดหวังในคำตอบ 
อะไรกัน...ถามเรื่องแค่นี้...ไม่เห็นต้องจ้องหน้า ทำตาเป็นประกายขนาดนั้นก็ได้... จุนซูแอบประท้วงแข่งกับเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระรัวเป็นตีกลองเพราะแววหวานในดวงตาคมเข้มคู่นั้น

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"ทำไมนายถึงชอบบ้านหลังนี้ล่ะ" ยูชอนชวนคุยขณะก้าวนำเข้าไปในรั้วบ้าน สองมือยังคงหอบหิ้วสัมภาระทั้งหมดเอาไว้
 
 
 
"ผมชอบไอเดียคนออกแบบนะ เข้าใจคิดดี สร้างได้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมดีมาก ไม่ทำให้เกิดทัศนอุจาด อีกอย่าง...ส่วนตัว...ผมเป็นคนไม่ชอบบ้านหลังใหญ่ๆ ด้วยแหละ แบบคฤหาสถ์ในละครนี่ไม่เอาเลย กว่าจะหากันเจอ...เหนื่อยตายพอดี ใหญ่...หรูหรา แต่ดูไม่อบอุ่นยังไงไม่รู้ สู้บ้านหลังเล็กๆ ไม่ได้"
 
 
 
 
"ไม่ใช่ว่าองุ่นเปรี้ยวหรอกนะ" ยูชอนแกล้งดักคอ ผลที่ได้คือค้อนวงใหญ่จากคู่สนทนาที่ยืดตัว เชิดหน้า  กอดอกฉับ ทำท่าเหมือนไม่พอใจแต่กลับพูดหน้าตายว่า
 
 
 
 
"ก็คงงั้นมั้ง..."
 
 
 
 
"อ้าว..."
 
 
 
 
"ฮ่าฮ่าฮ่า...ผมพูดเล่นน่ะ" สีหน้าเหวอๆ ด้วยความผิดคาดของยูชอนเรียกเสียงหัวเราะสดใสจากเจ้าของมุขได้ทันที "...ต่อให้มีเงินเยอะผมก็ไม่ซื้อหรอก บ้านหลังใหญ่โตแบบนั้น มันวังเวงงงง..." คำสุดท้าย เจ้าตัวจงใจลากเสียงยาวให้ฟังดูหลอน ในขณะที่ยูชอนได้แต่ส่ายหน้า ยิ้มให้กับพฤติกรรมเหมือนเด็กๆ ของนักข่าวร่างเล็ก โดยไม่รู้ตัวเลยว่ารอยยิ้มบางๆ ของเขานั้น ช่วยทำให้อาการหน่วงๆ ในอกของใครอีกคนบรรเทาเบาบางลงจนเกือบเรียกได้ว่าโล่งอก   ก็...ปาร์ค ยูชอน เวลายิ้มน่ะ ดูดีกว่าตอนที่ทำหน้าว้าเหว่เหมือนแบกโลกไว้ทั้งใบตั้งเยอะ!
 
 
 
 
 
"จริงสิ! ลืมไปเลย...ฮารังหายไปไหนแล้วเนี่ย?" จุนซูนึกถึงเพื่อนร่วมทางอีกหนึ่งตัวขึ้นมาได้ รีบเหลียวหน้าแลหลังหาเป็นการใหญ่ หวุดหวิดจะวิ่งย้อนกลับไปดูแถวหน้าหาด ก็พอดีกับที่ยูชอนชิงพูดขึ้นมาก่อน
 
 
 
 
"ไม่ต้องห่วงหรอก ฮารังมันคุ้นกับที่นี่ยิ่งกว่าฉันเสียอีก ป่านนี้คงล่วงหน้าไปหาเพื่อนๆ แล้วล่ะ" 
 
 
 
 
"อ๋อ...อย่างนี้นี่เอง ผมนึกว่ามันมัวไล่ปูลมจนหลงทางไปแล้วซะอีก  ...คุณส่งกระเป๋าพวกนั้นมาให้ผมช่วยถือดีกว่า" จุนซูเอ่ยประโยคสุดท้ายเมื่อเดินมาถึงประตูบ้าน ซึ่งต้องกดรหัสปลดล็อคเพื่อเข้าไปข้างใน
 
 
 
 
"ไม่เป็นไร..." ยูชอนเบี่ยงตัวหลบมือที่ยืนมาคว้ากระเป๋า  "...นายกดก็ได้"
 
 
 
 
"ไม่ดีมั้ง...นี่มันเป็นข้อมูลส่วนตั..." 
 
 
 
 
"รหัสเป็นตัวเลขนามแฝงของฉัน" เจ้าของรหัสผ่านไม่รอให้จบประโยค รีบบอกใบ้ปริศนาตัวเลขกลับมาทันที ส่วนคนฟังก็มือไวเหลือร้าย กดตัวเลขไล่เรียงตามคำปริศนาทันควัน
 
 
 
 
 
ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด...ติ๊ด
 
 
แกร๊ก!
 
 
 
 
เจ้าของรหัสลับหันมองคนที่ยืนทำหน้างงงวยอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาพึงพอใจชัดเจน ตรงข้ามกับคนกดรหัส ซึ่งยังยกมือค้างอยู่ในท่ากดปุ่ม ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ ...เป็นไปได้ยังไงที่เขาจะผ่านเข้าบ้านพักดาราดังได้อย่างง่ายดาย ด้วยการกดรหัสตามคำบอกใบ้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น  ที่สำคัญ...ข้อมูลตามคำใบ้พวกนั้นมาอยู่ในหัวของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมมันถึงได้ผุดขึ้นมารวดเร็วราวสัญชาตญาณแบบนี้!
 
 
 
 
"เก่งนี่ รู้ได้ยังไงว่าฉันใช้นามแฝงว่าอะไร ฉันจำได้ว่ายังไม่เคยให้สัมภาษณ์เรื่องพวกนี้กับสื่อที่ไหนมาก่อนเลยนะ" คำถามของยูชอนช่วยดึงจุนซูออกจากภวังค์ นักข่าวหนุ่มรีบยกมือที่ค้างไว้ลง พร้อมทั้งอธิบายข้อสงสัยนั้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเกรงศิลปินคนดังจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาแอบเข้าไปวุ่นวายกับข้อมูลส่วนตัว ช่วงที่ถูกบังคับให้พักอยู่ห้องเดียวกันบนเกาะเชจู
 
 
 
 
"บังเอิญเดาถูกมากกว่า ผมเห็นคุณเขียนเลขชุดนี้บนหนังสือกับดีวีดีที่เอามาให้ดู ก็เลยคิดว่าน่าจะเป็นเลขนี้"
 
 
 
 
"บังเอิญงั้นเหรอ อืม...แล้วถ้าฉันเปลี่ยนรหัสเป็นอย่างอื่นล่ะ" ยูชอนถามเหมือนชวนคุยเรื่องสัพเพเหระ ขณะหอบสัมภาระเข้าในตัวบ้าน ทว่าดวงตากลับแฝงแววรื่นรมย์ระคนคาดหวังบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ โดยที่คนข้างหลังไม่มีโอกาสเห็น
 
 
 
 
"เปลี่ยนรหัสงั้นเหรอ?"  ร่างเล็กที่ก้าวตามเข้ามาย่นคิ้ว รู้สึกน้อยใจขึ้นมาวูบหนึ่งเมื่อคิดเอาเองว่านักแสดงหนุ่มต้องการเปลี่ยนรหัสใหม่เพราะรหัสเดิมถูกนักข่าวอย่างเขาล่วงรู้เข้าซะแล้ว
 
 
 
 
"ใช่ อย่างเช่น...ถ้าฉันเปลี่ยนรหัสเป็นสูตรกาแฟที่ชอบล่ะ" ดูเหมือนน้ำเสียงท้าทายนิดๆ ของยูชอนจะไปกระตุ้นต่อมถือดีของจุนซูโดยไม่ตั้งใจ เห็นได้จากใบหน้ากลมเล็กที่เชิดสูงขึ้นกับน้ำเสียงฉาดฉาน มั่นใจในชัยชนะขณะตอบ
 
 
 
 
"สอง หนึ่ง ศูนย์ หนึ่ง"
 
 
 
 
"เอ๋...นายจำสูตรกาแฟของฉันได้ด้วยเหรอ?"  ยูชอนแสร้งแปลกใจได้อย่างแนบเนียน ทว่านัยน์ตาคมพราวระยับอย่างเจ้าเล่ห์
 
 
 
 
"ท...ทำไมผมจะจำไม่ได้..." จุนซูสะดุดไปเล็กน้อย พึ่งตระหนักว่า...ตนเองเผลอไปจำข้อมูลของนักแสดงหนุ่มได้อีกเรื่องหนึ่งแล้ว ครั้นจะบอกว่าบังเอิญอีกก็ดูกระไรอยู่  งั้นเอาเป็นว่า...  "ถึงผมจะไม่ค่อยได้ชงให้คุณ แต่ผมก็ความจำดีนะจะบอกให้ อีกอย่างสูตรกาแฟคุณก็เบสิคจะตาย กาแฟ 2 น้ำตาล 1 ครีมไม่ต้อง แต่เพิ่มนมสด 1 ถ้วยเล็ก ไม่เห็นจะยากตรงไหน"
 
 
 
 
"งั้นเหรอ  เอ...ถ้างั้นฉันควรตั้งรหัสผ่านเป็นอะไรดีนะ วันที่กับเดือนเกิดดีไหม"
 
 
 
 
"ศูนย์ สี่ ศูนย์ หก  ยากตรงไหนเนี่ย!"
 
 
 
 
จากนั้นมหกรรมทายรหัสจากข้อมูลส่วนตัวของปาร์ค ยูชอน จึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ และดำเนินอยู่นานเกือบยี่สิบนาที สารพัดข้อมูลของนักแสดงหนุ่มที่พอจะโยงหรือพลิกแพลงให้เป็นตัวเลขได้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูง น้ำหนักตัว ไปจนกระทั่งเบอร์รองเท้า ล้วนถูกหยิบยกขึ้นมาถามทั้งสิ้น ก่อนที่การแข่งขันจะจบลงโดยมี คิม จุนซู เป็นผู้ชนะอย่างขาวสะอาด
 
 
 
 
"นายนี่รู้ข้อมูลส่วนตัวของฉันมากกว่าที่ฉันคิดไว้ซะอีกนะเนี่ย" ยูชอนพูด ยกมือยอมแพ้หลังได้ยินจุนซูตอบจำนวนละครและภาพยนตร์ที่เขาแสดงได้อย่างถูกต้องเช่นเดียวกับคำถามอื่นๆ ก่อนหน้านี้
 
 
 
 
"ก็...ก็...ผมเก่งไง"  จุนซูที่ดูเหมือนจะพึ่งรู้ตัวเช่นเดียวกันว่าเก็บรายละเอียดของชายตรงหน้าไว้ในหน่วยความจำมากมายขนาดไหน ถือโอกาสคุยข่ม เพราะไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรเหมือนกัน  "นักข่าว A-Nation ขึ้นชื่อเรื่องความเก่งกันทุกคน คุณไม่รู้เหรอ"
 
 
 
 
"อืม...ตอนแรกก็ไม่ค่อยเชื่อหรอก แต่พอเห็นแบบนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วล่ะ เล่นจำได้ขนาดเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัว ทั้งที่ไม่เคยโทรหากันเลยสักครั้ง" 
 
 
 
 
"เอ่อ..."  คำพูดที่เหมือนจะตัดพ้อก็ไม่ใช่ จะหยอกเย้าก็ไม่เชิง ทำให้นักข่าวหนุ่มถึงกับวางหน้าไม่ถูก ก็จะให้บอกได้ยังไงละว่าเขาจำเบอร์โทรนี้ได้ตั้งแต่คืนแรกที่อีกฝ่ายเมมไว้ให้แล้ว จะด้วยเพราะตัวเลขนั้นจำง่ายหรือเพราะอะไรก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าพอรู้ตัวอีกที...ก็จำเบอร์นี้ได้ขึ้นใจซะแล้ว แม้จะไม่เคยได้กดโทรออกเลยก็ตาม
 
 
 
 
 
"รู้แบบนี้ก็ดีแล้ว ต่อไปคุณจะได้ระวัง ไม่เอาข้อมูลส่วนตัวมาตั้งเป็นรหัสอีก คุณรู้ไหมว่าข้อมูลพวกนี้น่ะถูกแฮ็กง่ายที่สุดเลย"  นี่ล่ะ...คิม จุนซู ของแท้ เถียงไม่ออก บอกไม่ถูก ก็เนียนเปลี่ยนเรื่องมันซะเลย
 
 
 
 
 
"แล้วถ้าฉันใช้ข้อมูลส่วนตัวของคนอื่นล่ะ" นักแสดงหนุ่มยังคงทำตัวเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา
 
 
 
 
 
"ก็อาจจะยากขึ้นมาหน่อย แต่คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนที่ตั้งใจจะขโมยหรอก" 
 
 
 
 
 
"ทำไม?"
 
 
 
 
 
"อ้าว...ก็ถ้าเขาใช้ข้อมูลส่วนตัวคุณแล้ว ยังถอดรหัสไม่ได้ ก็เป็นไปได้ว่าสิ่งต่อมาที่คนพวกนั้นจะนึกถึง น่าจะเป็นคนใกล้ชิดหรือคนที่คุณสนิทด้วยมากๆ ไง"  แวบหนึ่งขณะพูด ใบหน้าสวยหวานของนักแสดงหนุ่มอีกคนก็ปรากฏขึ้นในความคิดโดยไม่ตั้งใจ
 
 
 
 
"ถ้าเป็นนาย นายคิดว่าฉันจะใช้ข้อมูลของใคร"
 
 
 
 
"คุณยอ...ยูฮวาน ยูฮวานไง" จุนซูพรูลมหายใจอย่างโล่งอก เกือบไปแล้วไหมล่ะ ขืนพูดชื่อคุณยองอุงออกมา มีหวัง ปาร์ค ยูชอน ได้ของขึ้น หน้าตาบูดบึ้งเหมือนเมื่อเช้าอีกแน่ๆ 
 
 
 
 
"ทำไมนายถึงคิดว่เป็นยูฮวาน"
 
 
 
 
"ก็คุณสนิทกับยูฮวานที่สุดแล้วนี่" จุนซูมองหน้าคนตั้งคำถามอย่างค้นคว้า แปลกใจที่เห็นอีกฝ่ายสนใจเรื่องการตั้งรหัสมากเป็นพิเศษ หากจนแล้วจนรอด...ก็ไม่สามารถค้นหาร่องรอยความผิดปกติใดจากใบหน้าหล่อเหลาที่ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ได้เลย
 
 
 
 
"อืม...ถ้าอย่างนั้นก่อนกลับจากที่นี่ ฉันจะเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ เป็นข้อมูลส่วนตัวคนพิเศษของฉันแล้วกัน"  ยูชอนสรุป ปิดประเด็นการสนทนาหน้าตาเฉย  ร่างสูงขยับลุกจากโซฟาอย่างกระฉับกระเฉง แล้วก้าวยาวๆ ไปหอบหิ้วกระเป๋าที่วางกองทิ้งไว้บนเคาท์เตอร์ทำครัว เข้าไปไว้ในห้องซ้ายมือ ก่อนโผล่หน้าออกมากวักมือเรียก  "นายพักห้องนี้แล้วกัน เข้ามาดูสิว่าอยู่ได้ไหม ขาดเหลืออะไร จะได้ออกไปซื้อ"


 
 
 
 
 
 
 
 
"ห้องนอนที่นี่ไม่มีห้องน้ำในตัว ต้องใช้ร่วมกันด้านนอก ถ้าจะเข้า...ก็เดินเลยมุมครัวเข้าไปอีกนิด ห้องน้ำอยู่ทางซ้ายมือ..." เจ้าของบ้านหยุดคำอธิบายไว้แค่นั้นเมื่อเห็นผู้มาใหม่มัวแต่ตื่นตาตื่นใจอยู่กับพื้นที่ระเบียงนอกห้อง ซึ่งรายล้อมด้วยดอกไม้หอมนานาชนิดบริเวณพื้นดินด้านล่าง 
 
 
 
 
"โห! วิวตรงนี้สวยสุดๆ ไปเลย ยังกะอยู่กลางสวนดอกไม้แน่ะ" จุนซูตาโต ตื่นเต้นเหมือนเด็กน้อยยามได้ของเล่นถูกใจ  ร่างเล็กก้าวชิดติดริมระเบียง สองแขนกางกว้าง ดวงตาหลับพริ้ม จมูกโด่งเชิดสูง สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าเต็มปอด ใบหน้าอ่อนใสเปี่ยมสุข
 
 
 
 
"ฮ้าาา...สดชื่นจัง"
 
 
 
 
"ฮึฮึ...นายนี่แปลกดีนะ"
 
 
 
 
"ขำอะไรของคุณ...ผมเนี่ยนะแปลก"  จุนซูหุบแขนฉับ หันขวับไปทางต้นเสียง ความประหลาดใจมีมากกว่าความขุ่นเคือง เพราะนี่เป็นครั้งแรก...ที่เขาได้ยินเสียงหัวเราะจากผู้ชายคนนี้!  แต่แล้วพวงแก้มทั้งสองกลับต้องระเรื่อขึ้นเมื่อสบเข้ากับแววตาอ่อนโยนคล้ายจะเอ็นดูซึ่งทอดมองมานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
 
 
 
 
"ใช่! แปลก..."  ยูชอนย้ำหนักแน่น ดวงตาคู่สวยยังคงความอ่อนโยนไว้ไม่คลาย ซ้ำยังเจือแววหวานที่ชวนให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ จนคนฟังต้องเบือนหน้าหลบ เพ่งความสนใจทั้งหมดไปที่ผีเสื้อปีกเหลืองซึ่งบินวนเวียนดื่มด่ำความหอมหวานจากเกสรดอกไม้แถวนั้นแทน 
 
 
 
 
"ใครจะคิดละว่าผู้ชายบ้าระห่ำ กล้าวิ่งไล่ล่าปาปารัซซี่กลางสายฝนด้วยมือเปล่าอย่างนายจะมีมุมน่ารักๆ แบบนี้ด้วย ชอบดอกไม้เหรอ?" ตอนท้าย รีบตั้งคำถาม เพื่อสะกัดคนฟังไม่ให้ย้อนกลับไปประะท้วงเรื่องความบ้าระห่ำในช่วงต้น
 
 
 
 
"ของสวยๆ งามๆ ใครบ้างจะไม่ชอบ ไม่ได้เย็นชา ไร้อารมณ์เหมือนคุณนี่" ประโยคสุดท้ายบ่นอุบอิบกับตัวเอง
 
 
 
 
"ว่าอะไรนะ?" ยูชอนเกิดหูดี ได้ยินคำบ่น หากแต่ฟังไม่ถนัด จึงถามซ้ำ ทำเอาคนไม่เย็นชาหน้าซีด หาทางเอาตัวรอดโดยพลัน
 
 
 
 
"อ๋อ...คือ...ผมบอกว่า...ดอกไม้หอมดีเนอะ ผีเสื้อก็เยอะด้วย ดูสิ!"  พูดไม่ทันจบประโยคfu ร่างเล็กก็รีบหันหน้า หมุนตัวกลับไปมองแปลงดอกไม้ พลางชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปที่แมลงปีกสวยซึ่งบินให้เห็นบ้างประปราย เพื่อหนีสายตาคู่หนึ่งซึ่งจ้องมองมาเหมือนรู้ทัน  ดังนั้นเขาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มละมุนละไมกับสายตาหวานฉ่ำจากผู้ชายเฉยชา ซึ่งตั้งใจส่งตรงมาให้เขาโดยเฉพาะ
 
 
...................................................................

 
 
"อ้าว...มาแล้วเหรอยูชอน..."  หญิงวัยปลายห้าสิบแย้มยิ้มอย่างใจดี  เธอรีบวางมือจากกองงาน ตรงเข้ามาทักทายชายหนุ่มที่ยืนคอยอยู่หน้าประตูห้องอย่างคนคุ้นเคย  "กำลังคิดอยู่เลยว่าจะให้ใครไปตามดีไหม เห็นฮารังวิ่งระเหิดมาถึงที่นี่ตั้งนานแล้ว ทำไมเธอพึ่งมาถึงล่ะ"
 
 
 
 
"ครูรอผมอยู่เหรอ...ขอโทษครับที่ทำให้คอย พอดีผมมีเพื่อนมาด้วย เลยต้องพาเขาเดินดูรอบที่พักก่อน" ไม่พูดเปล่า มือเรียวยาวยังถือวิสาสะคว้ามือเล็ก ออกแรงดึงเบาๆ ให้ร่างบางเขยิบเข้าหาตัว  "นี่...คิม จุนซู เพื่อนผมครับ  ส่วนนี่ก็...ครูโซฮี ครูใหญ่ของที่นี่"  ประโยคหลังหันไปบอกกับเจ้าของมือนิ่มที่เขายังกุมไว้ไม่ยอมปล่อย ไม่รู้ไม่ชี้กับแรงกระตุกรั้งจากคนข้างๆ
 
 
 
 
"สวัสดีครับคุณครู ผม...คิม จุนซู ยินดีที่ได้รู้จักครับ" จุนซูโค้งตัวต่ำ ทักทายผู้สูงอาวุโสกว่าอย่างมีมารยาท ขณะเดียวกันก็ยังไม่คลายความพยายามที่จะไขว่คว้าหาอิสรภาพให้แก่มือของตัวเองที่โดนปูยักษ์หนีบไว้แน่น
 
 
 
 
"ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันจ้ะ..." ครูโซฮียิ้มรับ กวาดตามองหนุ่มน้อยตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะแลเลยไปจับสังเกตชายหนุ่มที่เธอรู้จักคุ้นเคยมาตั้งแต่เยาว์วัย รอยยิ้มพึงใจปรากฏบนดวงหน้าหยาบย่นด้วยริ้วรอยแห่งวัย เมื่อเหลือบเห็นอาการยื้อยุดเล็กๆ ระหว่างชายหนุ่มทั้งสอง  "หิวไหม ทานอะไรกันมารึยัง"
 
 
 
 
"ยังไม่หิวหรอกครับครู พึ่งทานกันมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง  แล้วนี่เด็กๆ หายไปไหนกันหมดล่ะครับ ทำไมเงียบจัง"
 
 
 
 
"แล้วจุนซูล่ะจ๊ะ...หิวหรือเปล่า ทานอะไรรองท้องหน่อยไหม" ผู้เป็นครูยังไม่ยอมไขข้อข้องใจ แต่หันมาถามจุนซูด้วยความใส่ใจ  และด้วยความที่อยากแกล้งอดีตลูกศิษย์ซึ่งดูท่าทางจะเผด็จการกับ 'เพื่อน' ที่พามาด้วยมิใช่น้อย คุณครูโซฮีจึงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงดุนิดๆ
 
 
 
 
"แล้วนั่น...ยูชอน...เธอจะไปรั้งมือเพื่อนไว้ทำไม ที่นี่ไม่เคยมีคนเดินหลงทางหรอกนะ ไม่ต้องห่วง ปล่อยมือเพื่อนได้แล้ว"  จุนซูแทบจะกระโดดเข้าไปหอมแก้มเหี่ยวย่นนั้นแทนคำขอบคุณ พอๆ กับที่อยากกระโดดเข้าไปล็อคคอยูชอน แล้วสกรัมเสียให้หายแค้นเมื่อได้ยินฝ่ายนั้นบอกออกมาหน้าตาเฉยว่า
 
 
 
 
"น้อยไปสิครับครู เจ้าฮารังว่าแสบซนสุดๆ เจอหมอนี่เข้าไป หลบชิดซ้ายแทบไม่ทัน ผมเลยไม่ค่อยอยากปล่อยให้คลาดสายตา แล้วหมอนี่ก็กินอาหารเช้ามาพร้อมๆ กับผม ยังไม่หิวหรอกครับ ครูไม่ต้องเป็นห่วง ว่าแต่เด็กๆ อยู่ไหนครับครู"
 
 
 
 
นี่ถ้าไม่ติดว่าคำพูดสุดท้ายเป็นประโยคคำถาม แล้วจะเป็นการพูดแทรกครูโซฮีขึ้นมาล่ะก็  คิม จุนซู คนนี้จะอาละวาดให้น่าดูชมเลย มีอย่างเหรอเอาเขาไปเปรียบกับหมาให้ครูบาอาจารย์ฟัง ปาร์ค ยูชอน...คนนิสัยไม่ดี! 
 
 
 
 
"พวกเด็กโตคงอยู่แถวโรงครัวนั่นแหละ เห็นบอกว่าวันนี้จะช่วยกันทำกิมจิ พอดีเมื่อวานไปช่วยชาวบ้านฝั่งนู้นเก็บผักกาด ชาวบ้านเลยแบ่งเอามาให้เยอะแยะไปหมด ส่วนเด็กเล็กถ้าไม่อยู่ในโรงครัว ก็คงอยู่ในห้องเล็ก ฟังฮึนจองเล่านิทานเหมือนทุกทีนั่นแหละ"
 
 
 
 
"งั้น...ผมขอตัวไปหาเด็กๆ ก่อนดีกว่า  เย็นนี้...ถ้าครูไม่ติดอะไร เชิญมาร่วมทานมื้อเย็นกับพวกเราด้วยนะครับ"
 
 
 
 
"จ้า...ครูไปแน่นอน อย่าลืมทำให้สุดฝีมือล่ะ จุนซูด้วยนะ...ท่าทางคล่องแคล่วแบบนี้ คงทำกับข้าวเก่งน่าดู"  ครูโซฮีเผลอปล่อยระเบิดลูกโตโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
 
 
 
 
"ฮะฮะฮะ..." เป็นยูชอนที่ระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นห้อง ในขณะที่คนซึ่งถูกประเมินว่าน่าจะทำกับข้าวเก่ง  ได้แต่ยืนก้มหน้างุด พูดไม่ออกบอกไม่ถูก ในหัวมีแต่ภาพไข่เจียวสุกๆ ดิบๆ ลอยเต็มไปหมด น่าขายหน้าชะมัด!
 
 
 
 
"ทำไม? ครูพูดอะไรผิดงั้นเหรอ" 
 
 
 
 
"ฮะฮะฮะ...เปล่าครับ ครูไม่ได้พูดอะไรผิดหรอก ฮะฮะฮะ"  ยูชอนหัวเราะร่วน แต่ไม่ได้ขยายความอะไรมากไปกว่านี้  ส่วนหนึ่งเพราะเริ่มสงสารคนที่ยืนเขินหน้าแดงขึ้นมาตะหงิดๆ  จึงรีบตัดบท โค้งศีรษะอำลาครู พลางจูงมือจุนซูให้เดินตามไป
 
 
 
 
"ป่ะ ไปหาเด็กๆ กันเถอะจุนซู ขอตัวนะครับครู ไว้เจอกันเย็นนี้ครับ"
 
 
 
 
"จ้ะ เย็นนี้เจอกัน  ...ว่าแต่เธอจะไม่ปล่อยมือเพื่อนจริงๆ เหรอยูชอน" ครูโซฮีอดกระเซ้าส่งท้ายไม่ได้ ความสนิทสนมเกื้อกูลที่เธอมีให้สองพี่น้องตระกูลปาร์คตั้งแต่สมัยพวกเขายังเป็นเพียงเด็กน้อย ไม่รู้ประสีประสา จนถึงช่วงเวลาเติบใหญ่ ที่ชีวิตต้องฟันฝ่ามรสุมยักษ์ลูกแล้วลูกเล่า ทำให้เธอมั่นใจว่า...ตนเองอ่านความรู้สึกนึกคิดของอดีตลูกศิษย์คนนี้ได้ไม่ผิดแน่
 
 
 
 
"กับคนนี้...ปล่อยให้คลาดสายตาไม่ได้จริงๆ ครับครู"  ยูชอนหันกลับมายืนยันหนักแน่น ใบหน้าคมเข้มกระจ่างด้วยรอยยิ้ม แววตาสดใส เปี่ยมด้วยความมั่นใจ ผิดกับคนฟังข้างกาย ที่ทำได้เพียงเขม้นมอง แล้วทำปากขมุบขมิบบ่นนู่นบ่นนี่ไปตามประสา ไม่ได้รับรู้ความนัยที่แฝงอยู่ในบทสนทนาระหว่างคุณครูกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย  หากก็ยอมให้อีกฝ่ายจับจูงมือกันเดินทัวร์ทั่วบริเวณสถานศึกษาแห่งนั้นแต่โดยดี  โดยให้เหตุผลกับตัวเองว่า 
 
 
 
 
'ดึงดันไปก็เท่านั้น...เปลืองแรงเปล่า...เพราะยังไงก็หนีปูยักษ์ก้ามใหญ่ตัวนี้ไม่พ้นอยู่ดี!'
 
 
 
...................................................................

 
 
 
 
ลำแสงสุดท้ายค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับดวงตะวันซึ่งพึ่งลับไปจากเส้นขอบฟ้า ดวงดาวนับสิบเริ่มปรากฏโฉม เปล่งประกายระยิบระยับ งดงาม โดดเด่นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องบน เช่นเดียวกับแสงไฟจากเรือประมงซึ่งลอยเด่นอยู่ท่ามกลางท้องทะเลกว้าง บรรยากาศสงบเงียบ มีเพียงเสียงคลื่นกระทบฝั่งระลอกแล้วระลอกเล่า อาจชวนให้เหงาจับใจ แต่คงไม่ใช่กับคนกลุ่มหนึ่งซึ่งจับจองพื้นที่ริมชายหาด เพื่อจัดเตรียมปาร์ตี้เรียบหรูพร้อมเมนูพิเศษมาตั้งแต่ช่วงบ่าย 

 
 
 
 
มองเผินๆ อาจเข้าใจผิดคิดว่ามีมหกรรมแข่งขันทำอาหารริมชายหาด เพราะการจัดวางโต๊ะที่แยกเป็นสามส่วน โดยเว้นระยะห่างระหว่างกันไว้พอสมควร หากพอเข้ามาใกล้จึงได้รู้ว่าไม่ใช่   โต๊ะตัวแรกอุดมด้วยผลไม้ ขนมหวาน และเครื่องดื่มสารพัดชนิด ควบคุมการแจกจ่ายโดยพี่เลี้ยงเด็กเล็ก ที่ต้องคอยตีกันไม่ให้ผู้ร่วมสังสรรค์เข้าใกล้ขนมหวานก่อนเวลาอันควร 

 
 
 
 
ส่วนโต๊ะตัวที่สองนั้น คลาคล่ำด้วยวัตถุดิบในการประกอบอาหาร โดยมีพ่อครัวหัวป่าก์ ปาร์ค ยูชอน กำลังจับนั่น ผสมนี่มือเป็นระวิง  และมี คิม จุนซู วิ่งวุ่นเป็นลูกมืออยู่ใกล้ๆ ใบหน้ากลมเป็นมันย่อง ทว่าในความอลหม่านล้านเจ็ดนั้น กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะคิกคักทั้งจากผู้ช่วยพ่อครัวและจากบรรดาผู้ร่วมงานปาร์ตี้ตัวจ้อย ที่คอยป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ใกล้ๆ พี่จุนซู ซึ่งบัดนี้...กลายมาเป็นขวัญใจคนใหม่ของเด็กๆ ที่นี่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว ชนิดที่เจ้าของตำแหน่งคนเก่าตั้งตัวเตรียมใจตกกระป๋องแทบไม่ทัน 

 
 
 
 
โต๊ะตัวที่สาม เตรียมขึ้นเพื่อจัดวางอาหารที่ผ่านการรังสรรค์และลองลิ้มชิมรสจากพ่อครัวโต๊ะสองเรียบร้อยแล้ว  โต๊ะตัวยาวราวสองเมตร ถูกคลุมทับด้วยผ้าสะอาดสีน้ำเงินเข้ม ทิ้งระบายยาวพลิ้วไหวล้อลมทะเล บนโต๊ะประดับตกแต่งด้วยแจกันดอกไม้สีสวยสด มีกลุ่มเด็กโต อายุประมาณสิบสองขวบสองสามคน คอยดูแลบริการเรื่องจานชามช้อน อย่างไม่ให้ขาดตกบกพร่อง

 
 
 
 
พ้นจากโต๊ะสามตัว มองไปยังชายหาด จะเห็นกลุ่มนักชิมตัวน้อยกำลังขะมักเขม้นปูผ้าผืนยาวใหญ่บนพื้นหาด วางทับด้วยหินก้อนโตที่หาได้แถวนั้น ก่อนส่งเสียงเชิญชวนคุณครูของพวกเขา เข้าล้อมวง ร่วมเอร็ดอร่อยกับสุดยอดอาหารจากฝีมือพี่ยูชอนและพี่จุนซูโดยมีฮารังรับหน้าที่เป็นหน่วยเก็บกวาดเศษอาหารอยู่รอบนอก




 
 
 
 
 
 
 
"จุนซู...นายว่ารสชาตินี้โอเคไหม?" เจ้าของชื่อหันมาตามเสียงเรียก เพื่อพบว่ามีเนื้อย่างชิ้นพอดีคำมาจ่อรออยู่แล้วตรงริมฝีปาก ปิดโอกาสการปฏิเสธไปโดยปริยาย ริมฝีปากรูปกระจับเปิดกว้าง ยินยอมให้พ่อครัวใหญ่ป้อนเนื้อเข้าปากอย่างว่าง่าย

 
 
 
 
"เป็นไง..."  เจ้าของสูตรทวงถาม

 
 
 
 
"อร่อยดี แต่ผมว่ารสมันออกจะจัดไปสำหรับเด็ก..."

 
 
 
 
"งั้นเหรอ..." พ่อครัวใหญ่ครุ่นคิดเพียงครู่ ก่อนดีดนิ้วเปาะ  "อืม...ลดพริกไทยลงอีกหน่อย ท่าจะดี นายว่าไหม" 

 
 
 
 
"ผมว่าก็น่าจะโอเคนะ" ผู้ช่วยพ่อครัวคล้อยตาม หลังทวนส่วนประกอบทั้งหมดที่ใช้ในการหมัก แล้วพบว่าพริกไทยน่าจะเป็นต้นตอของความเผ็ดร้อนที่มากเกินไปสำหรับเด็กเล็ก

 
 
 
 
"แล้วปลาหมึกนี่ล่ะ รสชาติเป็นไง" คราวนี้พ่อครัวใหญ่เล่นใช้มือเปล่าแทนตะเกียบ หยิบชิ้นปลาหมึกส่งให้ถึงปาก ซ้ำยังเขยิบเข้ามาใกล้จนใบหน้าห่างกันไม่ถึงสองฟุต

 
 
 
 
"เอ่อ..."  จุนซูพยายามเบี่ยงตัวหลบ แต่ไม่สามารถขยับไปไหนได้ เพราะตำแหน่งที่ยืนอยู่ระหว่างมุมโต๊ะกับเตาย่างพอดิบพอดี  "ผม...ผมหยิบชิมเองก็ได้ ไม่เป็นไรหรอก"  เพราะแบบนี้มัน...มัน...ใกล้ชิดกันเกินไปแล้ววว

 
 
 
 
"ไม่ได้หรอก" พ่อครัวใหญ่ค้านเสียงแข็ง พร้อมอธิบาย  "มือนายมีแต่ซอสหมักอะไรบ้างก็ไม่รู้ ขืนให้หยิบชิมเอง รสชาติเพี้ยนกันพอดี ฉันป้อนให้น่ะดีแล้ว อ้าปากเร็วๆ สิ เด็กๆ รอกินอยู่ไม่เห็นเหรอ" เจอข้ออ้างนี้เข้าไป ลูกมือต๊อกต๋อยอย่างจุนซูจึงทำได้เพียงอ้าปาก รับชิ้นปลาหมึกที่จ่อรออยู่แล้วเข้าไปเท่านั้นเอง   ในใจภาวนา...แอบหวังว่า ปาร์ค ยูชอน คงจะไม่ได้ยินเสียงหัวใจที่กำลังเต้นระบำคองก้าอยู่ตรงอกด้านซ้ายของเขาหรอกนะ...

 
 
 
 
ส่วนยูชอนเมื่อได้คำวิจารณ์เรื่องรสชาติปลาหมึกจากหนูทดลองข้างตัวแล้ว จึงกลับไปง่วนอยู่หน้าเตาไฟเหมือนเดิม หากแต่ในความคิดกลับนึกอยู่แค่ว่า...

 
 
 
 
'จะเอาอะไรไปป้อนให้ขวัญใจคนใหม่ของเด็กๆ ชิมอีกดี'




 
 
 
 
 
 
 
 
 
"หิวไหม? ไปนั่งทานกับเด็กๆ ก่อนก็ได้นะ วิ่งมาตามกันหลายรอบแล้ว"  พ่อครัวใหญ่ ปาร์ค ยูชอน ถามคนที่วิ่งวุ่นช่วยงานเขามาตลอดทั้งบ่ายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนติดจะห่วงใย ในมือถือจานปลาหมึกตัวใหญ่หมักซอสสูตรพิเศษ ย่างสุกใหม่ๆ จากเตา มาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ เตรียมส่งต่อให้โต๊ะสาม 
 
 
 
 
"ผมยังไม่หิวหรอก ช่วยกันทำให้เด็กๆ ก่อนดีกว่า ดูสิ...เคี้ยวกันตุ้ยๆ เลย" ผู้ช่วยพ่อครัวยิ้มกว้าง ส่งสายตาให้คู่สนทนามองตาม ...สีหน้าสนุกสนาน เสียงพูดคุยหยอกล้อ และเสียงหัวเราะแจ่มใสของเด็กกำพร้ากว่าสามสิบชีวิต ซึ่งนั่งล้อมวงรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ทำเอาร่างเล็กน้ำตารื้นด้วยความรู้สึกตื้นตัน อดดีใจไปกับภาพความสุขซึ่งเกิดจากความทุ่มเทและตั้งใจจริงของสองพี่น้องตระกูลปาร์คไม่ได้ โชคดีที่แสงสลัวของดวงไฟช่วยพรางไม่ให้คนใกล้ตัวสังเกตเห็น
 
 
 
 
ทีแรกจุนซูเข้าใจว่าที่นี่คงเป็นโรงเรียนประถม-มัธยมฯ ของเกาะ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองบางส่วนเลือกจะส่งลูกหลานมาเรียนแทนการเดินทางไปเรียนยังเกาะใหญ่ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวหนึ่งชั่วโมงเดินทาง สุดท้ายจึงรู้ว่าเข้าใจผิด เมื่อได้พูดคุยกับพี่เลี้ยงซึ่งเป็นอาสาสมัครจากหมู่บ้าน ระหว่างเข้าไปช่วยพวกเด็กๆ ทำกิมจิจากผักกาดกองโต...
 
 
 
 
 
เด็กกว่าสามสิบชีวิตที่นี่ ล้วนแล้วแต่เป็นกำพร้า บ้างก็พ่อแม่เสียชีวิตระหว่างออกหาปลาในทะเล แต่ก็มีไม่น้อยที่ถูกบุพการีทอดทิ้งให้อยู่กับปู่ย่าตายายโดยไม่มาดูดำดูดี จนผู้เฒ่าผู้แก่ตายจาก หาคนดูแลต่อไม่ได้ จึงถูกรับตัวมาอยู่ยังสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้   พี่เลี้ยงสูงวัยคนหนึ่งเล่าให้จุนซูฟังว่า ยูชอนกับน้องชายจะชวนกันมาพักผ่อนที่เกาะแห่งนี้เป็นประจำทุกปี ถี่ห่างบ้างแล้วแต่โอกาส และทุกครั้งที่มา พวกเขาก็จะพากันมาขลุกอยู่กับเด็กๆ ที่นี่ทั้งวัน ทั้งช่วยสอนหนังสือ เล่นดนตรี เล่านิทาน บางทีก็ช่วยกันซ่อมแซมอุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ที่ชำรุด ทาสีรั้ว ปลูกต้นไม้ ทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันสารพัด  เด็กๆ ที่นี่จึงรักและติดยูชอนกับยูฮวานมาก
 
 
 
 
 
"คุณยูชอนเป็นเจ้าของที่นี่หรือครับ"  ว่าจะไม่ถาม แต่จุนซูก็ทนเก็บความอยากรู้เอาไว้ไม่ไหว
 
 
 
"อืม...จะว่าใช่หรือไม่ใช่ก็ได้จ้ะ เพราะยูชอนไม่ใช่คนก่อตั้ง เพียงแต่เข้ามารับช่วงดูแลต่อ..."  พี่เลี้ยงสูงวัยชะงักไปนิด นึกขึ้นได้ว่าไม่ควรเอ่ยชื่อหญิงสาวผู้นั้น เพราะสองพี่น้องเคยขอร้องไว้ 
 
 
 
"งั้นเหรอครับ" จุนซูพยักหน้ารับรู้ ไม่ได้ผิดสังเกตกับช่วงท้ายประโยคที่ดูจะขาดหายไป  "คุณยูชอนทุ่มให้กับที่นี่ขนาดนี้ ทำไม่ถึงไม่มีใครรู้เลยละครับ"  ที่ต้องตั้งคำถามอย่างนี้ เป็นเพราะคนในแวดวงบันเทิงส่วนใหญ่ที่เขาเจอ มักนำเอาเรื่องแบบนี้ไปออกสื่อ ส่วนหนึ่งเพื่อให้เป็นตัวอย่างที่ดี แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อพีอาร์ตัวเอง
 
 
 
"ยูชอนเขาขอไว้ไม่ให้บอกใคร"
 
 
 
"อ้าว...ทำไมล่ะครับ"
 
 
 
"เพราะที่นี่เป็นบ้านจริงๆ เพียงแห่งเดียวที่เขามีไงล่ะ และคงไม่มีใครชอบให้มีคนอื่นเข้ามาป้วนเปี้ยนในบ้านตัวเองหรอกจริงไหม   ถ้าเรื่องนี้เป็นข่าวออกไป ก็คงจะมีทั้งกลุ่มแฟนคลับ และนักข่าวเข้ามาวุ่นวาย จนหาความเป็นส่วนตัวไม่ได้ อีกอย่าง...ยูชอนมองว่าการเข้ามาของคนพวกนั้น จะยิ่งเป็นการตอกย้ำเด็กๆ ให้มองตัวเองว่าเป็นเพียงเด็กกำพร้าในสถานรับเลี้ยงเท่านั้น ทั้งที่เขากับน้องชายพยายามแทบตายที่จะทำให้เด็กๆ รู้สึกถึงความเป็นครอบครัว รู้สึกว่าที่นี่เป็นบ้านจริงๆ ของพวกเขา  'บ้าน' ที่มีพี่น้อง มีญาติผู้ใหญ่ มีเพื่อนที่จะร่วมทุกข์ร่วมสุข ไม่ทอดทิ้งกัน ไม่ใช่เป็นแค่ที่พักพิงที่มีคนมากหน้าหลายตาวนเวียนมาให้ความช่วยเหลือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แล้วก็จากไปเท่านั้น..."  หญิงสูงวัยเว้นจังหวะ เงยหน้ามองจุนซูด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์เช่นเดียวกับครูโซฮี  "รู้หรือเปล่าว่าคุณเป็นคนแรกเลยนะที่ยูชอนพามาที่นี่"
 
 
 
"เอ่อ...คุณป้าแน่ใจเหรอครับ?" จุนซูถามย้ำเหมือนไม่แน่ใจ  ทั้งที่หัวใจฟู่ฟ่อง เนื้อตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยได้ตั้งแต่ได้ยินคำบอกเล่านั้น
 
 
 
"แน่ใจสิ" คุณป้ายืนยันหนักแน่น "นอกจากยูฮวานแล้ว ยูชอนไม่เคยพาใครมาที่นี่ซักที มีคุณนี่แหละเป็นคนแรก ท่าทางจะสนิทกันมากสินะ ยังไงก็ฝากดูแลเขาด้วยแล้วกัน ยูชอนเป็นคนดี ชีวิตเขาผ่านเรื่องร้ายๆ มามากแล้ว ป้าอยากให้เขามีความสุขจริงๆ ซะที"
 
 
 
 
 
"ซังมี  แจยอน  ชีวอน...ไปทานกับเพื่อนๆ เถอะ เดี๋ยวตรงนั้นพี่ดูให้เอง" เสียงยูชอนร้องบอกเด็กๆ ที่ผลัดกันมาดูแลความเรียบร้อยตรงโต๊ะสามให้ไปร่วมรับประทานอาหารกับเพื่อนๆ  ทำเอาคนที่กำลังยืนซึ้งสะดุ้งเฮือก ยกมือปาดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาแทบไม่ทัน กำลังจะหันไปหาต้นเสียง ก็รู้สึกเหมือนมีใครมายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง
 
 
 
 
"จุนซู..." ฝ่ามืออุ่นเอื้อมจับไหล่บาง รั้งเพียงเล็กน้อยเป็นเชิงบอกให้เจ้าของชื่อหมุนตัวกลับมาหา มืออีกข้างเอื้อมหยิบทิชชู่ มาซับเหงื่อซึ่งผุดพราวบนใบหน้ากลมเล็กออกให้อย่างนุ่มนวล มืออุ่นจัดละจากลาดไหล่แบบบาง ใช้ปลายนิ้วเกลี่ยไล้หยาดน้ำจากหางตาเรียวรีด้วยกิริยาทะนุถนอม บอกให้รู้ว่า...แม้แสงสลัวก็ไม่สามารถอำพรางใบหน้ารื้นน้ำตาจากดวงตาค้มเข้มที่เฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาได้
 
 
 
 
ร่างเล็กยืนตะลึง ทั้งสับสนและงงงันกับการกระทำของคนตรงหน้า ดวงตาสีน้ำตาลไหม้ไหวระริกยามประสานกับประกายอบอุ่นเจิดจ้าจากดวงตาอีกคู่  หัวใจดวงน้อยสั่นระรัวด้วยความประหม่าขณะกลั้นใจรอฟังประโยคถัดมา  ยอมรับกับตัวเองว่า...เขาอ่านใจปาร์ค ยูชอน ตอนนี้ไม่ออกจริงๆ
 
 
 
 
"ขอบคุณนะ...สำหรับทุกอย่าง" 
 
 
 
.....
 
 
........
 
 
...........

 
 
 
 
ร่างสูงเดินไปรวมกลุ่ม ร่วมรับประทานอาหารและพูดคุยกับเด็กๆ อย่างสนุกสนาน  เหลือเพียงผู้ช่วยพ่อครัวตัวเล็กซึ่งยืนนิ่งเป็นรูปปั้นอยู่ ณ จุดเดิม  พวงแก้มใสขึ้นสีแดงจัดแข่งกับมะเขือเทศผลโตบนโต๊ะ สัมผัสอุ่นชื้นจากริมฝีปากอิ่มหนาที่จรดแผ่วเบาบริเวณหน้าผากเมื่อครู่...ยังคงแจ่มชัดในความรู้สึก
 
 
 
 
TBC
 
 
 
 
ถึง แม่ยกยูซูและนักอ่านที่น่ารักทุกท่าน
 
 
 
ก่อนอื่น Free your mind ต้องขอเอ่ยคำว่า
 
 
"สวัสดีปีใหม่ ปีงูใหญ่ 2555" ปีที่จะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ห้า...ห้า...ห้า  ^___^
 
 
 
อันที่จริงตั้งใจว่าจะโพสต์ตั้งแต่เมื่อวานนี้ แต่ไม่ทันจริงๆ ค่ะ มัวแต่ไปทำ Header ใหม่ แต่ดัน Upload ขึ้นไปไม่ได้ซะงั้น T__T (คาดว่าระบบของ Blog จะรวนรับปีใหม่) เพราะฉะนั้นโปรดอย่าแปลกใจนะคะ ถ้าเห็น Header เป็นภาพผักใบเขียวสวยสดใส ถ้าจะให้ดี...ช่วยกันจิตนาการให้เป็นหน้ายูซูได้ล่ะก็แจ่มเลยค่ะ 555+
 
 
 
ปีใหม่นี้ Free your mind จะพยายามมา up ให้บ่อยขึ้นค่ะ แต่ต้องแอบกระซิบเตือนว่าอย่าคาดหวังกับผู้แต่งในช่วงนี้มากนักนะคะ เพราะตอนนี้งานไหลมาเทมาจริงๆ กลับไปหนนี้ก็ว่าจะเคลียร์คืนให้เจ้าของงานตัวจริงเขาแล้วล่ะค่ะ หวังว่าคงทำสำเร็จ ^^
 
 
 
ตอนนี้...คุณนักข่าวคิมก็ดำเนินมาถึงกลางเรื่องแล้วนะคะ อีกไม่เกินสิบห้าตอน เรื่องนี้ก็คงปิดฉากลงท่ามกลางความโล่งใจของนักอ่านทุกท่าน (ที่ลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าตกลง คนแต่งมันจะมาต่อจนจบไหมเนี่ย!!!) ส่วนหญิงมิ้นท์ที่ดูท่าจะติดอกติดใจไกด์คิมคนน้องเหลือเกิน...Free your mind ขอแปะโป้งไว้ก่อนได้ไหมอ่ะ แบบว่าขอเอาของฝากมานอนตระกองกอด กระตุ้นไอเดียก่อนได้ป่ะ 555+    ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม เป็นกำลังใจให้กันเสมอมาค่ะ และต้องขอโทษจริงๆ สำหรับคนที่เข้ามารอเก้อตั้งแต่เมื่อวานนี้ 
 
 
 
ถ้าใครที่ติดตามมาตั้งแต่เรื่องแรก Tour of Love: Lovers in Swiss  ปีนี้ก็ย่างเข้าปีที่สามแล้วนะคะที่เราได้รู้จักกันผ่านตัวอักษร โดยมี 'ยุนแจ' และ 'ยูซู' เป็นสื่อกลาง นำพาให้เราได้มารู้จักกัน ขอบคุณจริงๆ ค่ะ ^^

 
 
 
 
 
Free your mind